บทวิเคราะห์ สถานการณ์สังคมการเมืองไทย (โดยสังเขป)

ธนาธิปไตย
โดย Metha Matkhao ใน OCCUPY-THAILAND ·(ไม่ใช่บทความสรุปจากoccupy-thailand)

บทวิเคราะห์ สถานการณ์สังคมการเมืองไทย (โดยสังเขป)(เอกสารประกอบการสัมมนาขบวนการหนุ่มสาวเพื่อสังคม หรือ กลุ่มยังเติืร์กส)

จินตภาพสังคมไทย 

28 มีนาคม 2551, เกษียร เตชะพีระ เขียนบทความลงมติชนรายวัน เรื่อง “แนวโน้มสถานการณ์ในอนาคต : ระบอบ” จินตภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันน่าสนใจว่า  สถานการณ์การเมืองไทยจะยังอึมครึมและยืดเยื้อคัดง้างค้างคาเช่นนี้ต่อไปอีก นาน ตราบเท่าที่เงื่อนไขพื้นฐานและคู่ขัดแย้งหลักยังไม่เปลี่ยนแปลงพลิกผันไปทาง ใดทางหนึ่ง นั่นก็คือ

ความขัดแย้งของระบอบการเมืองการปกครองไทยระหว่าง ประชาธิปไตยแบบไม่เสรี  vs เสรีประชาธิปไตยครึ่งใบ

ประชาธิปไตยไม่เสรีหรือประชาธิปไตยอำนาจนิยม ก็คือฐานะของการเมืองไทยที่ถูกผูกขาดครอบครองโดยชนชั้นนำทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทยในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข(Constitution Monarchy) โดยผ่านนักเลือกตั้ง และเจ้าพ่อท้องถิ่นในการสร้างเครือข่ายธุรกิจการเมืองและอิทธิพล เกษียรเห็นว่ารูปของทิศทางนี้ใช้ “ระบอบเลือกตั้งธิปไตย” บัญญัติอำนาจเบ็ดเสร็จ ผ่านการเลือกตั้งและพรรคการเมืองโดดๆ ด้านเดียว ทว่ากลับละเลยหรือล่วงละเมิดหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมไปเสีย ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญของระบอบประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

เสรีประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็คือ การให้อำนาจพลังข้าราชการในระบบอำนาจ 3 ฝ่าย คือ ตุลาการ นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ทับซ้อนกันโดยไม่สัมพันธ์เชื่อมโยงฐานที่มาของอำนาจนั้นกับประชาชนตาม หลักการของประชาธิปไตย ซึ่งย่อมขัดกับหลักสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง  เพื่อให้พลังระบบราชการ คัดง้าง ต่อรอง ถ่วงดุลย์ ทางอำนาจ กับฝ่ายทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ดังสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งปัจจุบันภายใต้การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ พ.ศ.2550 ที่กลไกอธิปไตยของประชาชนทับซ้อนกันโดยการขยายบทบาทอำนาจตรวจสอบถ่วงดุลของ บรรดาสถาบันที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมากหรือเชื่อมโยงกับประชาชน

ขณะที่โครงสร้างทางอำนาจยังเป็นของชนชั้นนำ ของนักการเมืองอาชีพที่หากินทางอำนาจกับนายทุน หรือกระทั่งเป็นคนๆ เดียวกัน ซึ่งทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมา ถูกผูกขาดความมั่งคั่งโดยชนชั้นนำ ดังปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นที่ประจักษ์ ช่องว่างคนจน-คนรวยถ่างกว้างเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเพราะปัญหาการกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม หนำซ้ำยังไม่มีโครงสร้างการเก็บภาษีทรัพย์สินคืนแก่รัฐที่เป็นธรรมในอัตรา ก้าวหน้าอีกด้วย แน่นอน ทั้งหมดนี้เพราะชนชั้นนำทางการเมืองไทย บริหารประเทศ, ออกกฎหมาย, กำหนดนโยบาย เพื่อผลประโยชน์ทางชนชั้นของพวกเขา จนเกิด เศรษฐกิจ-ผูกขาดโดยชนชั้นนำ, สังคม-อุปถัมป์และอภิสิทธิ์แบบอำนาจนิยม, วัฒนธรรม-บริโภคทุนนิยมและความแปลกแยกทางชนชั้น และนี่คือจินตภาพของโครงสร้างสังคมไทยที่เป็น “ระบอบทุนนิยมประชาธิปไตยแบบไม่เสรี” ที่ถูกรุกคืบโดยทุนผูกขาดทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ในความเห็นของผม

ดังนั้น ความขัดแย้ง-ความรุนแรงทางสังคม นอกจากในรูปของการเอาเปรียบแรงงาน เรามักพบเห็นได้ทั่วไปในรูปของกลุ่มนายทุนผนวกรัฐ กระทำการ รังแก ละเมิด เบียดเบียน แย่งชิงผลประโยชน์ของชุมชน สังคม ในรูปแบบของสงครามการแย่งชิงทรัพยากร ผ่านโครงการและนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลนายทุนเสมอมา

ทั้งหมดนั้น เพราะชนชั้นล่างทางสังคมไทย ผู้ด้อยโอกาส กรรมกร เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ คนจนเมือง ไม่เคย เข้าไปสู่อำนาจรัฐเพื่อจัดการผลประโยชน์ของตนเอง (มีบ้างที่เข้าไปในอำนาจรัฐส่วนปกครองท้องถิ่น แต่ก็กลายเป็นฐานของเครือข่ายอุปถัมป์ของกลุ่มทุนนักการเมือง) ไม่ผิดที่เราจึงตกเป็นผู้ตั้งรับเสมอมา

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เหตุใดความพยายามของชนชั้นล่างในการเข้าสู่อำนาจรัฐจึงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะในการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย หรือพรรคของฝ่ายประชาชนที่ผ่านมา

ปัญหาสำคัญก็คือ การสถาปนาอำนาจรัฐกึ่งถาวรของชนชั้นนำที่ผ่านมานั้นทำให้ประเทศไทยปกครอง ด้วยระบอบ “ประชาธิปไตย” ที่ “ไม่จริง” นะครับในปัจจุบัน ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมจึงไม่เป็นประชาธิปไตยด้วย ต่างประเทศเขาเรียกเราว่า ปกครองระบบ “Constitution Monarchy”  75 ปีที่ผ่านมาจึงค่อนข้างโน้มเอียงไปทางลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม ด้วยการจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจของชนชั้นนำเชิงกลไก มากกว่า “ประชาธิปไตย” เชิงเนื้อหาของประชาชนที่แท้จริง ทั้งนี้คำว่า “ประชาธิปตัย” ในประเทศไทยเอง ในสมัยรัชกาลที่ 7 ก็มีความหมายถึง “Republic” นะครับ ถ้าไปดูเอกสารเก่าๆ ไม่ใช่ประชาธิปไตยในความหมายปัจจุบันซึ่งถูกบิดเบือน  

 ซึ่งภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบนี้ ทุนนิยมประชาธิปไตยแบบไม่เสรี หรือ เสรีประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็ตาม ต่างก็เติบโตได้ดี โดยการแย่งชิงพื้นที่ระบบอุปถัมป์นิยมเพื่อยึดโยงอำนาจของตนเอง แต่พลังภาคประชาชนไม่สามารถเติบโตได้ เนื่องเพราะไม่สามารถเป็นอิสระจากรัฐและทุนได้อย่างแท้จริงภายใต้โครงสร้าง นี้ 

ซึ่งนั่นรวมถึง อุดมการณ์ทางการเมืองทางเลือกสายธารความคิดสังคมนิยม จึงไม่มีพื้นที่อยู่ในสังคมด้วยเช่นกัน ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรในเมื่อสังคมไม่อนุญาตให้อุดมการณ์ ทางการเมืองนอกจาก “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” มีพื้นที่ทางสังคมได้

สังคมประชาธิปไตยน่าจะหมายถึง สังคมที่อนุญาตให้พลเมืองมีที่อยู่ทางความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่ เห็นต่างได้ ประชาชนสามารถเลือกจุดยืนทางสังคมและอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดใด สังคมนิยม ทุนนิยม เสรีนิยม คอมมิวนิสต์ ราชานิยมหรือศาสนานิยมก็ตาม เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว ก็คือ การที่อุดมการณ์ทางการเมืองของพลเมือง สามารถมีที่อยู่-ที่ยืน มีพื้นที่ของตนเองอยู่ในสังคมได้นั่นเอง..

 รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 

แม้หลายคนจะคาดหวังว่าการพัฒนาประชาธิปไตยและการปฏิรูปการเมืองจะเดินไปข้าง หน้า แต่สังคมไทยก็ยังคงตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางอำนาจของชนชั้นนำเหมือนเดิม เมื่อชนชั้นนำตกลงผลประโยชน์กันไม่ได้ก็ฉีกเครื่องมือในการจัดวางความ สัมพันธ์ทางอำนาจคือ “รัฐธรรมนูญ” ในเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ดังที่ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เคยกล่าวถึงสังคมไทยว่า “เมื่อชนชั้นนำตกลงผลประโยชน์กันไม่ได้ หญ้าแพรกก็แหลกราญ”.. นั่นหมายถึงประชาชนตกเป็นผู้ถูกกระทำเสมอไป ทั้งยังเป็นผู้ถูกหยิบอ้างด้วย,

การปฏิรูปการเมืองจะยังคงย่ำวนอยู่กับที่ หากคำตอบมิได้อยู่กับประชาชนชนชั้นล่างทางสังคม ซึ่งไม่เคยได้อะไรจากความขัดแย้งและการรัฐประหารหรือรัฐธรรมนูญของชนชั้นนำ แต่อย่างใด  ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ภาคประชาชนยังถูกแบ่งแยกหลวมๆ เป็น 2 ฝ่าย  ไม่นิยมระบอบทักษิณหรือประชาธิปไตยเสรีนิยม ก็ซมซบอยู่กับเผด็จการทหาร ส่งผลมาถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วย โดยปราศจากพื้นที่หรือทางเลือกอื่นใดในการต่อสู้  นั่นเพราะเราไม่มีพลังในการต่อรองทางอำนาจมากเพียงพอ  ที่จะปฏิเสธทั้งระบอบทักษิณและคัดค้านการรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ(คมช.) ได้  ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางอำนาจของชนชั้นนำ ภาคประชาชนจึงยังไม่สามารถเสนอชุดอุดมการณ์ทางการเมืองทางเลือกอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรมได้  นอกจากการคัดค้าน ติดตามตรวจสอบ การเรียกร้องแก้ไขเนื้อหา และหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญของชนชั้นนำแต่เพียงเท่านั้น

ปัญหาวิกฤติการเมืองไทยที่ผ่านมานั้น ปัญหาหลักมาจากสถานการณ์การผูกขาดอำนาจทางการเมืองของชนชั้นนำ ซึ่งยังทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำมหาศาลในประเทศไทยในขณะนี้นั้น สังคมไทยต้องตั้งคำถามต่อทิศทางการนำพาประเทศแบบทุนนิยมเสรีที่ขึ้นต่อกลไก ตลาดและกระแสโลกาภิวัตน์เต็มที่นี้  ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้อย่างสูง และเป็นปัญหาทางโครงสร้างหลักของความยากจนในสังคมไทยที่ผ่านมา  ขณะที่รัฐบาลของทหารและนายทุนก็ไม่เคยเยียวยาปัญหานี้ทางโครงสร้าง  โดยเฉพาะการจัดรัฐสวัสดิการและบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล การประกันการว่างงาน หรือกระทั่ง การยึดคืนสัมปทานของเอกชนที่เป็นสมบัติสาธารณะทางสังคมมาจัดการเพื่อผล ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เช่น โทรคมนาคม น้ำมันและพลังงาน เป็นต้น

ดังนั้น แม้จะเปลี่ยนผลัดอำนาจโดยการรัฐประหารของกองทัพ (2549-2551) สังคมก็ยังคงจ่อมจมกับปัญหาเหล่านี้ต่อไป ท่ามกลางเงื่อนไขทางสิทธิเสรีภาพที่มีมากขึ้นกว่ายุคเผด็จการแบบเก่า แต่ความคาดหวังในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างใหม่ที่ตั้งคำถามกับ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักแต่ให้ความสำคัญ “เศรษฐศาสตร์สังคม” มาก ขึ้น โดยการลดทอนช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ปฏิเสธเผด็จการทุนนิยมเสรีเบ็ดเสร็จที่ไม่เป็นธรรมต่อคนส่วนใหญ่ จึงยังไม่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใด แม้ในรัฐบาลเฉพาะกาลนั้น หรือรัฐบาลจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐสภานายทุนก็ตาม ตราบใดที่ภาคพลเมืองยังไม่เข้มแข็งและรวมตัวกันในการต่อรองทางอำนาจ

การผูกขาดอำนาจของชนชั้นนำดังกล่าว ยังทำให้ประเทศไทยสูญเสียบรรทัดฐานทางสังคมการเมืองซ้ำซ้อน  ซึ่งมีที่มาสำคัญจากวัฒนธรรมทางการเมือง และกระบวนการยุติธรรมไทยที่ไม่สามารถทลายวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยมและ อุปถัมภ์นิยมในสังคมไทยได้  จะด้วยการปฏิรูปกฎหมายหรือการบังคับใช้แก่ทุกฐานะทางสังคมอย่างเท่าเทียมก็ ตาม  กระบวนการยุติธรรมที่เป็นความหวังและหลังพิงความยุติธรรมโดยปราศจากการ เลือกปฏิบัติทางชนชั้นแห่งอำนาจทุกรูปแบบจึงยังไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบแก่ผู้มีอำนาจทางการเมืองได้

เราจึงไม่เห็นว่า ผู้ที่สั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ 17-21 พฤษภาคม 2535 ทำไมไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ, ญาติผู้สูญหายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ – นายทนงค์ โพธิ์อ่าน – 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ – ทนายสมชาย นีละไพจิตร ทำไมไม่ได้รับความยุติธรรมในปัจจุบัน  เหตุใดผู้ใช้นโยบายก่อให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ต้องรับผิดชอบใน กระบวนการยุติธรรม เหตุการณ์เมษา-พฤษภาเลือด 2553 มีคนตายกลางเมืองหลวงมากมายแต่ไม่มีผู้รับผิดชอบ, คงมิพักต้องกล่าวถึงย้อนหลังประวัติศาสตร์อีกมากมาย ตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ ธนรัชต์,  ถนอม กิตติขจร หรือกระทั่งยุค “ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้” ในสมัยเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งมีการกระทำป่าเถื่อนมากมาย โดยเฉพาะการอุ้มฆ่า 4 รัฐมนตรี และจนบัดนี้ไม่เคยมีใครรับผิดชอบ

 นับจากก่อนหน้าการรัฐประหาร 

ส่วนหนึ่งของปัญหาสำคัญที่นำมาสู่สถานการณ์ในปัจจุบันนั้น, ในรายงานความคืบหน้าของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป.ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งเป็นการรายงานการทำงานครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 17 มกราคม -16 กรกฎาคม 2554 กลับเห็นว่าตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ถึงการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี พ.ศ.2553 คอป.มีข้อสรุปว่า รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการที่ละเมิดหลักนิติธรรม กระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกๆ อย่างมีความอ่อนแอและขาดประสิทธิภาพ จนนำไปสู่กระบวนการใช้อำนาจนอกระบบในการแก้ไขปัญหา โดยการรัฐประหารซึ่งเป็นการละเมิดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่าง ร้ายแรง ซึ่งแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาแต่ในท้ายที่สุดกลับสร้างปัญหามากยิ่งขึ้น

รายงานฉบับนี้ ระบุว่า

“การละเมิดหลักนิติธรรมโดยกระบวนการยุติธรรมอันเป็นรากเหง้าของ ปัญหา เกิดจากกรณีของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2544 ในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 295 หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “คดีซุกหุ้น” ที่ศาลรัฐธรรมนูญมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักแห่งกฎหมาย กล่าวคือ

ในทางหลักกฎหมายนั้นโดยทั่วไปในการวินิจฉัยคดีไม่ว่าของ ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลใดๆ ก็ตาม ศาลต้องตั้งประเด็นในประการแรกว่าคดีที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดนั้นอยู่ในอำนาจ ของศาลหรือไม่ อันเป็นประเด็นในเรื่อง “เงื่อนไขให้อำนาจดำเนินคดี” (Prerequisite for prosecution) ซึ่งเป็น “เงื่อนไขที่ต้องพิจารณาก่อน” (prerequisite) และหากศาลเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแล้วประเด็นที่จักต้องวินิจฉัยต่อไปก็ คือว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อันเป็นประเด็นในเนื้อหาของคดีใน “คดีซุกหุ้น”ดังกล่าวนี้แม้ศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นจักได้วินิจฉัยในประเด็น “เงื่อนไขให้อำนาจดำเนินคดี”(Prerequisite for prosecution) ซึ่งเป็น “เงื่อนไขที่ต้องพิจารณาก่อน” (prerequisite) ไว้ถูกต้องแล้ว

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 11 คนเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 4 คนเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยก็ตาม

ในชั้นพิจารณาชี้ขาดในเนื้อหาของคดีนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 7 คน ได้วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ทำการซุกหุ้นจริง ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 6 คน วินิจฉัยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรไม่ได้กระทำผิดในข้อกล่าวหา แต่ที่น่าประหลาดก็คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนอีก 2 คนที่เคยลงมติว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ลงไปวินิจฉัย ชี้ขาดในเนื้อหาของคดีแต่อย่างใด เท่านั้นไม่พอศาลรัฐธรรมนูญเองยังได้นำเอาคะแนนเสียง 2เสียงหลังนี้ไปรวมกับคะแนนเสียงจำนวน 6 เสียงที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้กระทำผิดในข้อกล่าวหาว่า “ซุกหุ้น” แล้วศาลรัฐธรรมนูญได้สรุปเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดยกฟ้อง

การปฏิบัติของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าวนี้จึงมีความไม่ชอบมาพา กลที่ยากที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจได้ ทั้งบรรยากาศของบ้านเมืองในขณะนั้นดูจะไม่เอื้อต่อการที่จะทำความเข้าใจใน หลักกฎหมายดังกล่าวนี้ด้วย เพราะกระแสสังคมในบ้านเมืองในระหว่างการดำเนิน“คดีซุกหุ้น”นั้น เป็นไปในทิศทางที่มีการคาดหวังในตัวบุคคลอย่างรุนแรงมากจนทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญเกิดหวั่นไหวเลยทีเดียว

การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน ไม่วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดีก็ดี และการที่ศาลรัฐธรรมนูญเองได้นำเอาคะแนนเสียง 2 เสียงเข้าไปบวกรวมกับคะแนนเสียง 6 เสียงก็ดี เป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายโดยแท้ กล่าวคือ ทำให้เกิดความผิดพลาด 2 ประการ คือ เป็นความผิดพลาดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนที่ไม่วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดีซึ่งเท่ากับเป็นการไม่ทำหน้าที่ ตุลาการของตน เพราะผู้พิพากษาหรือตุลาการนั้นจะไม่ทำหน้าที่ของตนไม่ได้โดยเด็ดขาด และยังเป็นความผิดพลาดของศาลรัฐธรรมนูญเองอีกด้วยที่ได้เอาคะแนนเสียง 2 เสียงไปรวมกับคะแนนเสียง 6 เสียงที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ทำให้ผลของคดีดังกล่าวนี้เป็นผลที่มีความไม่ชอบมาพากล เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 303 บัญญัติเหตุแห่งการถอดถอนออกจากตำแหน่งว่า “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ผลของการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน และศาลรัฐธรรมนูญโดยรวมดังกล่าวมานั้น จึงเป็นการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรมของประเทศ ไทย

โดยที่ ตั้งแต่ได้เกิดการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายขึ้นในคดีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน “คดีซุกหุ้น”เมื่อปี 2544 นั้น รัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมาพากลหรือความ ที่น่ากังขาของเรื่องนี้แต่อย่างใด ดังนั้น คอป.จึงขอเสนอแนะให้รัฐและสังคมได้ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตาม”

 รัฐธรรมนูญ 2550

ฐานะของประชาชนในอดีต เราได้เพียงเคยคาดหวังว่า รัฐธรรมนูญจะจัดวางพื้นที่ให้ คือสิทธิพลเมืองและชุมชน บวกกับพื้นที่สิทธิทางเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาถูกเลือกปฏิบัติในการหยิบใช้  ซึ่งนั่นทำให้เราต้องทบทวนว่า  เราไม่อาจหวังให้รัฐธรรมนูญของชนชั้นนำมาปฏิรูปการเมืองไทยได้ เพราะเขาจะไม่ยอมปฏิรูปตนเอง ยิ่งการเมืองแตกเป็นสองขั้ว ฝ่ายใดช่วงชิงได้มากกว่าก็เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง  ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มุ่งทำลายประสบการณ์ “เผด็จการนายทุน” ในนาม “ระบอบทักษิณ”  โดยขั้วทางการเมืองฝ่ายทหารในนาม “อมาตยาธิปไตย” และภาคประชาชนส่วนหนึ่งที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่จะสังกัดขั้วทางการเมือง (politicize)

ท่ามกลางรัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบมาเพื่อฐานะดังกล่าว ภาคพลเมืองจะหยิบใช้และต่อสู้อย่างไรเพื่อฐานะของตนเอง จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อขบวนการภาคประชาชนไทย ที่จะหยิบใช้สถานการณ์อย่างไร

เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ทางอำนาจในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จะยึดโยงว่า “อธิปไตยเป็นของปวงชน” (ซึ่งหมายถึงเรา)ทั้งในนิยามแห่งอำนาจและการปฏิบัติการทางอำนาจนั้น เรากลับพบว่า แม้รัฐธรรมนูญจะมีหลายมาตราที่ก้าวหน้าและดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบบางมาตรา ของรัฐธรรมนูญ 2540 โดยเฉพาะในหมวดสิทธิเสรีภาพ  แต่ที่ล้าหลังไปมากกว่าเก่าในนิยามแห่งอำนาจที่กล่าวมานั้น และไม่อาจยอมรับได้ก็คือ

1.รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ่ายโอนอธิปไตยของปวงชนชาวไทยสู่ระบอบ “รัฐข้าราชการ” โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการมากเกินไป ในนาม “อำนาจทางการเมือง” ทั้งที่ฝ่ายตุลาการควรมีอำนาจทางกฏหมายและกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น จนพื้นที่ทางอำนาจของประชาชนแทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่ในรัฐธรรมนูญ หากนับการถ่ายโอนอำนาจของประชาชนแก่ผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) บางส่วนเท่านั้น  เนื่องเพราะมีการทำลายความสมดุลย์ของอำนาจอธิปไตยทั้ง 3  ฝ่าย  คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ  โดยให้ฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการแต่งตั้งส่วนหนึ่ง (ม.111) โดยคณะกรรมการสรรหาซึ่งส่วนใหญ่มาจากฝ่ายตุลาการ ทำให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจไขว้กันไปมาและตัดทอนอธิปไตยของปวงชนอย่างชัดเจน

การให้มีวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง 76 คน อีก 74 คนมาจากการแต่งตั้งซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งนั้น จะไม่เป็นปัญหามากหากอำนาจของวุฒิสภา(ส.ว.) ไม่มีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน  หรือมีอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวกันกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจำนวนมาก รวมทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญและองค์กรอื่น ซึ่งทำให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งมีบทบาทสำคัญสูงในการกำหนดโครงสร้าง ดังที่ ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ สรุปว่า กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยจะสามารถมากำหนดกฎเกณฑ์  กำกับ ตรวจสอบ และควบคุมสังคมการเมืองไทยได้

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ยังให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมาจากกระบวนการสรรหาของฝ่ายตุลาการเป็นส่วน ใหญ่ ทั้งยังต้องผ่านความเห็นชอบหรือกลั่นกรองจากฝ่ายนิติบัญญัติที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งด้วยเช่นกัน (กกต. ม.231, ผู้ตรวจการฯ ม.243,  ป.ป.ช. ม.246, กสม. ม.256)  ซึ่งทำให้ขัดแย้งหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยตามมาตรา 3 เพราะตัดขาดการยึดโยงอำนาจของประชาชน นำพาระบอบประชาธิปไตยรับใช้ “รัฐข้าราชการ” เต็มที่โดยกฏหมายรัฐธรรมนูญ

อย่าลืมว่า ฐานะของภาคประชาชน เราไม่อาจปฏิรูปการเมือง โดยไม่ “ปฏิรูปการเมืองเชิงโครงสร้าง” -แห่งอำนาจ ที่จะมองเห็นฐานะภาคประชาชนพลเมืองเป็นเจ้าของอธิปไตยได้ในระบบรัฐ และการเมืองบนท้องถนนก็เป็นส่วนกดดันที่จะเติมเต็มฐานะนี้ สังคมไทยถึงจะมี  “ประชาธิปไตยทางการเมือง และระบบเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ”  ได้อย่างแท้จริง

 โดยสรุป  มี การบิดเบือนอำนาจอธิปไตยของประชาชน ทั้งในนิยามแห่งอำนาจและการปฏิบัติการทางอำนาจ  โดยยึดเอา  อธิปไตยของประชาชนส่วนหนึ่งที่ยึดโยงกับนักการเมืองผ่านการเลือกตั้งมาให้ แก่ข้าราชการตุลาการ โดยการตีความมุมแคบจากประสบการณ์ทางสังคมที่พบว่านักการเมืองเป็นข้าทาสของ นายทุนและใช้อำนาจรัฐซึ่งต้องควบคุมเต็มที่ แต่ไม่ได้ตระหนักว่า นักการเมืองคือฐานะหนึ่งของผู้แทนอธิปไตยของประชาชน  และไม่ยอมตีความว่า “ศาลก็คืออำนาจรัฐหนึ่ง” ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนแต่อย่างใด จึงนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญที่สรุปได้ว่า “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจข้าราชการ”  ที่อยู่ของภาคประชาชนคือการให้สิทธิเสรีภาพมากขึ้นแต่มีเงื่อนไขหากมีกฏหมายและพระราชบัญญัติลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามมา   

2.การนิรโทษกรรมตามมาตรา 309  โดยให้บรรดาการใดๆ ที่รับรองตามรัฐธรรมนูญ 2549 ชอบด้วยกฏหมายและรัฐธรรมนูญนี้ รวมทั้งการกระทำเกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนและหลังรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น  ซึ่งอาจทำให้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับทับซ้อนทางอำนาจกัน  และทำให้อำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ 2549 ยังคงอยู่  รวมทั้งประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) (ตามม.36-37, รธน.2549) ยังมีผลทางอำนาจอยู่ โดยตุลาการศาลฎีกาไม่สามารถนำมาตีความหรือวินิจฉัยตามหลักนิติธรรมได้อีกต่อ ไปเพราะไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” แล้ว  ซึ่ง เรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นการนิรโทษกรรมตนเองสืบเนื่องเพราะคณะรัฐประหารและผู้ ใช้อำนาจสืบเนื่องกลัวการถูก “เอาคืน” ทางการเมือง แม้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 จะนิรโทษกรรมให้แล้วก็ตาม แต่การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ นอกจากสะท้อนว่าการเมืองไทยจะไม่มีความสงบอีกพักใหญ่และจะนำพาสังคมสู่ บรรยากาศแห่งการแตกแยกอีกระยะหนึ่งแล้ว  อันตรายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำลายกระบวนการยุติธรรมไทยในอนาคต และทำลายการพยายามจะสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองไทยให้เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะไม่สามารถนำมาวินิจฉัยในกระบวนการยุติธรรมได้

ทบทวน -  สิ่งที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะต้องมี

1.ประชาธิปไตยทางการเมือง โดยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ตามกติกาสากลระหว่างประเทศ (ICCPR.) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี (2539) และปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (2491) จะต้องถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหลักการที่ว่า “ประชาชน ทุกคนต้องมีสิทธิที่จะมีส่วนในรัฐบาลของประเทศตน  ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยผ่านผู้แทนซึ่งได้เลือกตั้งโดยอิสระ และเจตจำนงของประชาชนจะต้องเป็นมูลฐานแห่งอำนาจของรัฐบาล โดยเจตจำนงนี้จะต้องแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกำหนดเวลา และอย่างแท้จริง”   รวมทั้งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ตามกติการะหว่างประเทศ(ICESR.) ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี (2542) ด้วยเช่นกัน   (หมายรวมถึงต้องยกเลิกบังคับ ส.ส. สังกัดพรรคและการกีดกันการเข้าสู่การเมืองด้วยรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะวุฒิการศึกษา)

2.รัฐธรรมนูญต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ  และปฏิรูปการเมืองเชิงโครงสร้างแห่งอำนาจ  ความสัมพันธ์ทางอำนาจของสถาบันทางการเมืองโดยยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของ ประชาชนและตรวจสอบได้  รวมถึงองค์กรอิสระและสถาบันทางการเมืองต่างๆ   โดยเฉพาะการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาอำนาจท้องถิ่นไม่สามารถมีอำนาจที่แท้จริงตามเจตนารมณ์ของการ ปฏิรูปการเมืองได้ เพราะการกระจายอำนาจที่ผ่านมามีความลักลั่นและทับซ้อนกัน

3. รัฐธรรมนูญควรกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ทั้งแบบเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อเหมือนเดิมเพื่อพัฒนาการเมืองไทย  เพราะการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีนโยบายและ อุดมการณ์ทางการเมือง  ทั้งยังสนับสนุนให้เกิดจิตสำนึกทางการเมืองของพลเมืองและพรรคการเมืองทาง เลือกของประชาชนจากกลุ่มชนชั้นทางผลประโยชน์ต่างๆ  ทั้งนี้ ต้องแบ่งสัดส่วนตามคะแนนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงโดยไม่มีอัตราขั้นต่ำเพื่อกีดกันพรรคเล็กเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540

4. รัฐธรรมนูญจะต้องมีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ และบัญญัติให้มีการเก็บภาษีมรดก และภาษีทรัพย์สินในอัตรา

ก้าวหน้า  รวมถึงนโยบายอื่นที่สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของสังคมและประชาชน เช่น การจำกัดการถือครองที่ดิน  รวมถึงพันธกิจและหน้าที่ของรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคใดต้องมีหน้าที่ดูแล สวัสดิภาพของประชาชน  สร้างรัฐสวัสดิการและบริการสาธารณะโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการศึกษา  การสาธารณสุข  การประกันการว่างงานและสวัสดิการแรงงาน  โดยทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศของตนโดยเสมอภาค

ในสถานการณ์ที่การประชามติครั้งแรกของประเทศไทยนี้ เป็นการประชามติภายใต้บรรยากาศทหาร ที่มีการควบคุมโดยกำลังอาวุธและกลไกรัฐ  มีการประกาศกฏอัยการศึกใน 35 จังหวัดที่เป็นชายแดนและไม่ใช่ชายแดนแต่เป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการทางทหาร เสมือนประเทศไทยเป็นรัฐทหารมานานมากแล้ว มากกว่านั้นมีการปฏิบัติการโดยอ้างอำนาจตามประกาศกฏอัยการศึก เพื่อการคุกคาม หรือกีดกันการรณรงค์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งบานปลายในหลายจังหวัดภาคเหนือและภาคอิสาน ท่ามกลาง “งบลับ” มหาศาลของกองทัพที่ไม่เคยถูกเปิดเผยและอาจเกี่ยวเนื่องกับการค้าอาวุธหรือ ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งเหล่านี้ก็คือ บรรยากาศการลงประชามติ ภายใต้กระบอกปืนของกองทัพนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างประชามติให้ “จอมปลอม” มากยิ่งขึ้น

 เงื่อนไขอำนาจ > พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ  และกฎหมายอื่นๆ

พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ แม้ว่ารัฐบาลเฉพาะกาลนั้นอาจจะแก้ไขอำนาจของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคง ภายใน(ผอ.รมน.) จากผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม แต่อำนาจข้ออื่นๆ ก็ยังเป็นปัญหา เพราะยังให้อำนาจ “ผอ.รมน.ภาค” ซึ่งก็คือผู้บัญชาการภาคมีหน้าที่รับผิดชอบในงานราชการของคณะกรรมการรักษา ความมั่นคงภายในภาค และมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบังคับบัญชาข้าราชการ ซึ่งเท่ากับว่าให้ ผบ.ภ.มีอำนาจเหนือกระทรวงมหาดไทยสั่งการข้าราชการได้!!!  ซึ่งก็คือ “รัฐทหารผสมพลเรือน” ภายใต้กฎหมายนี้ หรือการพยายามสถาปนารัฐทหารในระยะยาวนั่นเอง  ยังไม่ต้องพูดถึงว่า กฎหมายดังกล่าว ไม่ต้องขึ้นต่อ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและการพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งเป็นกฏหมายหลักของระบบนิติรัฐ  ซึ่งราชการและหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตาม  หรือผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.นี้ไม่ต้องมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญาอีกด้วย

นั่นหมายความว่า แม้เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดี แต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ย่อมอยู่เหนือรัฐธรรมนูญซึ่งสามารถจะละเมิดสิทธิเสรีภาพพลเมืองใดๆ ก็ได้  ซึ่งจะทำให้ “รัฐธรรมนูญ” และ “การเลือกตั้ง” ไม่มีความหมายใดๆ

และนี่คือการสร้าง “ระบอบกองทัพ” ขึ้นมาใหม่แทน “ระบอบทักษิณ”

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีกฏหมายเพื่อ “เพิ่มอำนาจข้าราชการ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพพลเมือง” อีกมากมาย อาทิ  พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550  รวมทั้งกฏหมายที่รอเวลาคลอดคือ ร่างพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ…., ร่างพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ…., ร่างพ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ พ.ศ.. และร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ เป็นต้น

โดยเฉพาะ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ พ.ศ…  ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติไปแล้วและกำลังรอพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีเนื้อหาเพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจรอบสอง หรือการขายชาติรอบใหม่โดยการผลักดันของกลุ่มทุนเก่าอย่างน่าเกลียดที่สุด นั่นเอง ทั้งที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ชุดปัจจุบัน ไม่ควรผ่านกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้นที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือผลประโยชน์สาธารณะของ ชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เผด็จอำนาจอีก 2 ฉบับที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง คือ พ.ร.บ.การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก 2457

เงื่อนไข อุปสรรค – รัฐธรรมนูญและโครงสร้างสังคม 

-ประชาธิปไตยทางการเมือง ยังไม่สมบูรณ์, 3 อธิปไตยยังไม่ยึดโยงกับประชาชน > จากฐานที่มองว่าประชาชนยังไม่ใช่พลเมือง นำมาสู่การสรรหา ส.ว.,  “ตุลาการศาลสูง” 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือสภาผู้แทนของปวงชน เหมือนกับ “เยอรมัน” หรือ “อเมริกา” * มิพักต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในสังคมไทยยังไปไม่ได้ไกลนัก เราจะต้องพูดถึงอนาคตประเทศไทยได้ พูดความจริงกันได้; วิจารณ์ได้โดยไม่มีกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นต้น

 รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 47, 2550 มาตรา 65 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจกรรมในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้นตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” – ต้องสอดคล้อง.. ขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ Constitution Monarchy ไม่ได้, ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยห้าม ยกเลิก ยุบ ฯลฯ

ไม่สามารถสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองอื่นได้ ให้เกิดพื้นที่ทางการในสังคมไทย ไม่สามารถถูกรับรอง+ถูกลิดรอน; อุดมการณ์-คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม สังคม-ประชาธิปไตย(ประชาธิปไตยสังคมนิยม) อนาธิปไตย รูปแบบ-สาธารณะรัฐ สหพันธรัฐ สหรัฐ, พลเมืองจึงไม่สามารถเรียนรู้อุดมการณ์ทางการเมืองอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย เพราะข้อจำกัดทางโครงสร้างทางการเมืองไทย + วัฒนธรรมอุปถัมป์/อำนาจนิยม + สถาบัน ธรรมเนียม ประเพณี + กฏหมาย

ทำให้ > โครงสร้างทางอำนาจถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำ ทั้งสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้โครงสร้างทางสังคมเสียสมดุล มีปัญหาประชาธิปไตยในความสัมพันธ์ทางอำนาจของประชาชน ที่กระจุกตัวเฉพาะชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจ สะท้อนออกอย่างชัดเจนในพรรคการเมืองไทยที่ถูกผูกขาด ไม่มีพื้นที่ของชนชั้นล่าง ไม่มีพรรคการเมืองทางชนชั้น หรือแนวอุดมการณ์สังคมนิยม หรือสังคม-ประชาธิปไตย

และทั้งหมดนั้นนำมาสู่อุปสรรค = บรรทัดฐานทางสังคมไม่ถูกสร้าง กลไกทางสังคมถูกครอบงำด้วยระบอบอภิสิทธิ์ชน และกฎหมายจำนวนมากยังล้าหลังไม่มีการปฏิรูปการใช้อำนาจตามกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมถูกเลือกปฏิบัติและยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งของความเป็น ธรรมได้

-ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ > ประเทศไทย = ความเหลื่อมล้ำ 1 ใน 5 ของโลก, กลางทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา เป็นยุคที่มีการรื้อฟื้นความนิยมในแนวคิดเสรีนิยมดั้งเดิมขึ้น ซึ่งเรียกว่าแนวเสรีนิยมใหม่ (neo-classical หรือ neo-liberal) การฟื้นตัวของเสรีนิยมในรูปแบบการเน้นกลไกตลาดเสรีนี้ถูกนำมาปฏิบัติโดย นักการเมืองเช่น Thatcher ในอังกฤษ Reagan ในสหรัฐ และสอดแทรกเข้าไปในนโยบายเศรษฐกิจขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกและ I.M.F. ซึ่งเข้าไปกำกับรัฐอีกทอดหนึ่ง  แนวความคิดนี้ลงรากฝังลึกในการเมือง ระบบการศึกษา สถาบันและโครงสร้างทางสังคมระดับต่างๆ จนการต่อสู้ทางความคิดเรื่อง “Social-Democracy” หรือ “หน้าที่รัฐ” และ “รัฐสวัสดิการ” ยากลำบากมากขึ้นในสังคมไทย

รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 87  รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม < > รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 84 รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้  (๑) สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน….. > (๔) จัดให้มีการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่าง ทั่วถึง.. > (๖) ดำเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ……. ?

เหล่านี้, ยังมิพักต้องพูดถึงการถูกบิดเบือน ลบล้างทางประวัติศาสตร์ เพื่อทำลาย/จำกัดพื้นที่อุดมการณ์ทางสังคมอื่น, ล้วนเป็น “สาเหตุบังคับ” ให้พรรคการเมืองแนวสังคมนิยมล่มสลายไป และอุดมการณ์สังคมแบบ “ประชาธิปไตยสังคมนิยม” หรือ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ไม่มีพื้นที่/ที่อยู่ ทางการเมือง > จะมีพรรคการเมืองเหล่านี้ขึ้นใหม่ไม่สามารถยั่งยืนได้ หากไม่มีอุดมการณ์ทางสังคมรองรับ; ในเยอรมัน พรรคแนว Social-Democracy ยืนหยัดอยู่ได้ เพราะอุดมการณ์ทางสังคม = Social-Democracy ไปแล้ว และพรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องมุ่งหน้าไปตามทิศทางนี้ ขัดหรือแย้งกันบ้างในรายละเอียด วิธีการ เท่านั้น (ดังเช่น วิธีการจัดการกองทุนประกันสังคม-Pension found)

 ก้าวต่อไปของฝ่ายประชาชน บนสงครามสองฝ่าย 

สถานการณ์สู้รบช่วงที่ผ่านมา เราได้สร้างพลังการเคลื่อนไหวของประชาสังคมอย่างครึกโครมในประเทศไทยและ ประสบการณ์การเคลื่อนไหวกับพันธมิตรและแนวร่วม ทางสังคมต่างๆ รวมทั้งการตื่นตัวทางสังคม แต่ในด้านที่เสียนอกจากการช่วงชิงของมิตรร่วมรบชั่วคราวหลายฝ่าย เรายังได้สูญวัฒนธรรมและวาทกรรมของฝ่ายสังคมนิยม-ประชาธิปไตยไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเมื่อเกิดการผสมพันธุ์ของฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา คอมมิวนิสต์ นายทุนและขุนศึก ศักดินา มั่วไปหมด โดยยินยอมสมอ้างว่าเป็นยุทธวิธี และยอมให้นิยาม “คอมมิวนิสต์” “ประชาธิปไตย” หรือ “สังคมนิยม” ถูกลดทอนพื้นที่ด้านบวกในสังคม

คนชราเหล่านั้นไปร่วมอยู่กับนายทุน และชนชั้นขุนศึก ศักดินาหมด

แต่เราแทบไม่มีพลังฝ่ายประชาชน ขบวนการและหรือพรรคการเมืองที่เข้มแข็งของเรา..

(แนวรบ เพื่อการต่อสู้อย่างครึกโครม, งานวิชาการของฝ่ายก้าวหน้าของขบวน, การรณรงค์และสร้างวัฒนธรรมความคิดสังคมนิยม-ประชาธิปไตย, การจัดตั้งครั้งใหญ่ ขยายงานมวลชนและแนวร่วม, การผสานขบวนการกรรมกร-ชาวนา, คนหนุ่มสาวในขบวนการต่างๆ คือเป้าหมายร่วมสมัย ฯลฯ)

เพื่อ ต่อต้านเผด็จการทหาร เปลี่ยนผ่านเผด็จการนายทุน..   กลับมายืนในที่ที่เราควรยืน เพื่อสร้าง “สังคมนิยม-ประชาธิปไตย” (Social-Democracy)

 พรรคการเมืองของประชาชน?

ดังนั้น ด้วยโครงสร้างทางสังคมแบบนี้ พรรคการเมืองในประเทศไทยในขณะนี้จึงมีเพียงพรรคเดียว(ไม่นับรวมพรรคเล็กใน กระแสรองที่เพิ่งตั้งใหม่ เช่น พรรคศิลปิน พรรคสังคมธิปไตย พรรคเครือข่ายชาวนาฯ) คือพรรคของนายทุนและชนชั้นนำทางสังคมที่ผูกขาดอำนาจรัฐ ซึ่งมีแนวความคิดทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเกือบทั้งหมด  มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย(Liberal Democracy) แต่ก็ผสมลักษณะอนุรักษ์นิยม(Conservative)ทางวัฒนธรรมการเมืองด้วยตามลักษณะ สังคมไทย บนพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข(Constitution Monarchy) รวมทั้งมีลักษณะอำนาจนิยม เพราะแม้แต่ประชาธิปไตยภายในพรรคก็ยังไม่มี

ความเป็นจริงดังกล่าว ยังเห็นได้ชัดจากพื้นที่ทางการเมืองส่วนใหญ่ แทบไม่เหลือพื้นที่ของชนชั้นล่าง กระทั่งกีดกันอย่างเป็นตัวบทกฏหมาย ในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ห้ามประชาชนที่ไม่จบปริญญาตรีเข้าสู่การเป็นผู้แทนฯ หรือกระทั่งห้ามตั้งพรรคการเมืองที่ต่อต้านกลไกตลาดเสรีในระบบทุนที่ชนชั้น นำได้ประโยชน์

ในขณะเดียวกัน ภายใต้โครงสร้างนี้ ทำให้ทิศทางประเทศไทยดำเนินมาถึงจุดที่ความขัดแย้งของกลุ่มทุนนิยม โลกาภิวัตน์ที่หากินในระบบอุปถัมป์นิยมร่วมกับ ชนชั้นนำเดิมในสังคมไทย ก็มาถึงจุดขัดแย้งกันทางโครงสร้างอำนาจในปัจจุบัน ระหว่างทุนนิยมประชาธิปไตยแบบไม่เสรี กับพลังระบอบข้าราชการแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ

2 อุดมการณ์นี้ มีอิทธิพลอย่างสูงในการชี้นำสังคมไทยในปัจจุบัน แม้ว่าเรามาถึงยุคที่ด้านร้ายของทุนนิยมผูกขาดปรากฎชัด และโครงสร้างวัฒนธรรมแบบศักดินากำลังล่มสลายลงเพราะขาดความน่าเชื่อถือ แต่ทางแพร่งนี้ พลังของภาคประชาชนซึ่งถือเป็นพลังฝ่ายที่ 3 แม้ว่ามีกิจกรรม มีการรวมตัวเคลื่อนไหวจับต้องได้ แต่ยังอ่อนแอและไร้พลังทางอุดมการณ์ด้านการเมือง  หาก เป็นสงคราม 3 ฝ่าย ก็เปรียบได้ว่าฝ่ายที่ 3 ยังไม่ได้เตรียมตัว สังคมส่วนใหญ่จึงสมาทานอิทธิพลอุดมการณ์ 2 สายนั้น ขณะที่อุดมการณ์สังคมนิยม-ประชาธิปไตย ยังไม่มีพื้นที่ทางสังคมในกระแสการเมือง แต่ผมเชื่อว่า พวกเราพยายามทำกันอยู่

เราปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า เราต้องสร้างความเข้มแข็งของขบวนการภาคประชาชนให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะรูปแบบองค์กร หรือกลุ่มขบวนการใด ทั้งทางชนชั้น อาชีพ หรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการชาวนา ชาวไร่ กรรมกร พนักงานสาขาอาชีพต่างๆ จะต้องมีขบวนการรวมตัวของตนเองที่เข้มแข็ง สามารถต่อรองผลประโยชน์เพื่อชนชั้น หรือกลุ่มทางสังคมของตนเองได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม. เหล่านี้อาจเกิดในรูปของพรรคการเมืองทางชนชั้น สาขาอาชีพ หรือในนามกลุ่มพลังทางการเมือง ขบวนการประชาชนที่เข้มแข็ง เสมือนเป็นสถาบันทางการเมืองหนึ่งก็ได้

โดยเฉพาะการสร้างพรรคการเมืองของประชาชน ที่มีอุดมการณ์แนวสังคมนิยมในประเทศไทยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบั

“พรรคการเมือง คือ องค์กรทางการเมืองที่รวมบุคคลที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และมีเป้าหมายเพื่อได้อำนาจทางการเมืองในรัฐบาล นโยบายต่างๆ ของพรรคการเมืองส่วนมากจะเป็นผลรวมของความต้องการภายในพรรค”

นั่นคือ ฐานะองค์กรที่เป็นเอกภาพที่สุด ที่ควรนำพาความหลากหลายของขบวนการภาคประชาชน ไปสู่อุดมการณ์ทางการเมือง เพื่อมีส่วนในอำนาจรัฐด้วยตนเองและสร้างสังคม-ประชาธิปไตย ด้วยตนเอง.

มีคนบอกว่าสังคมนิยมล่มสลายในหลายประเทศ เราต้องถามว่า สังคมนิยมแบบไหน ภายใต้การนำของพรรคสังคมนิยมแบบไหน ซึ่งมันไม่ได้มีรูปแบบเดียว สังคมนิยมในอนาคตคงจะไม่เหมือนในอดีต โดยเฉพาะประชาธิปไตยรวมศูนย์ การปกครองแบบเผด็จการสังคมนิยมเป็นเรื่องล้าหลัง ในสังคมที่ซับซ้อนสมัยใหม่ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป 

ดูเหมือนว่า สถานการณ์สากลเหมือนจะเอื้ออำนวยให้สังคมนิยมมีพื้นที่มากขึ้น ท่ามกลางความเสื่อมของทุนนิยม ปัญหาและผลกระทบของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ทำให้ภาคประชาชานหลายกลุ่มหวนกลับมาคิดถึง แนวคิดทางเลือกซึ่งมีหลายทางมากขึ้น  โดยเฉพาะแนวคิด ปรัชญาสังคมนิยม และนิเวศน์วิทยาการเมือง

พรรคการเมืองของภาคประชาชน ที่มีอุดมการณ์ปรัชญาสังคมนิยม และนิเวศน์วิทยาการเมือง กำลังเติบโตในพื้นที่สังคมที่ไม่ค่อยมีทางเลือก และที่ผ่านมาได้รับความนิยมอย่างสูงในภาคพื้นยุโรปและละตินอเมริกา

ยกตัวอย่างเช่น ในการเลือกตั้งทั่วไปสมัยที่ผ่านมาของเยอรมัน พรรคการเมือง ซ้ายจัด Die Linkspartei PDS หรือพรรคขบวนการฝ่ายซ้ายใหม่ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยอดีตนักการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์ของเยอรมัน ตะวันออกยุคแบ่งแยกประเทศ  ที่รวมกับพรรคอื่นแทบไม่ได้ กลับได้ ส.ส. มากถึง 54 ที่นั่ง จากที่เคยได้เพียงไม่กี่ที่นั่ง  เมื่อคนเริ่มเบื่อหน่ายทุนนิยม นั่นคือสังคมนิยมเป็นทางเลือกใหม่นั่นเอง

ในสถานการณ์ปัจจุบันผมเห็นว่า พรรคการเมืองทางเลือกของประชาชน จะต้องมีนโยบายอิงแอบกับปัญหาทางสังคมที่ประชาชนได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้าง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะต้องอยู่ตรงข้ามแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์

           พิทักษ์ผลประโยชน์ของคนจน, ปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม

             แก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง, เก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า

            จำกัดการถือครอง-ปฏิรูปที่ดิน กระจายรายได้และโภคทรัพย์อย่างเป็นธรรม 

            สร้างรัฐสวัสดิการ ตอบสนองความต้องการและความเสมอภาคทางการศึกษา สาธารณสุขและด้านแรงงาน

ในปัจจุบันนี้ เรามีงานวิชาการของฝ่ายก้าวหน้ามากมายที่สามารถรณรงค์และสร้างวัฒนธรรม ความคิดสังคมนิยม-ประชาธิปไตยให้มีพื้นที่ ได้ เพราะหากไม่มีอุดมการณ์ทางสังคมรองรับ พรรคก็ไม่สามารถเติบโตได้ นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งขยายพื้นที่ทางความคิดให้มากขึ้นในสังคมไทย ในรูปของ Think Tank หรือการจัดตั้งใหม่ เร่งขยายงานมวลชนและแนวร่วมในความหมายเก่าก็ได้, คนหนุ่มสาวในขบวนการต่างๆ คือเป้าหมายร่วมสมัยที่สำคัญ, การผสานขบวนการภาคพลเมืองสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อต่อสู้กับทุนผูกขาด การสามัคคีทางชนชั้นและการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ ล้วนเป็นบริบทที่สำคัญที่พรรคการเมืองทางเลือกควรหยิบใช้

รวมทั้ง การเคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ในทางสากลก็เป็นเครื่องมือที่เอื้อประโยชน์ต่อการเติบโตของพรรคการเมืองทางเลือก ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ความเสื่อมถอยของทุนนิยมที่กำลังมาย่อมเป็นด้านบวกของฝ่ายสังคมนิยมที่เริ่ม ฟื้นตื่นขึ้นทั่วโลก และหากเป็นไปได้ในอนาคต เราต้องผนวกรวมกลุ่มขบวนการประชาชนต่างๆ ยกระดับอุดมการณ์ทางการเมืองผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพรรค เพื่อสร้างพรรคมวลชน(Mass Party) ให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้ในอนาคต.

เพราะพรรคการเมืองจะขาดไม่ได้ถึงประชาธิปไตยภายในพรรค

ต้องมีการตรวจสอบด่วงดุลย์อำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพรรคการเมือง

ซึ่งนั่นคือ จินตภาพสังคมประชาธิปไตยและพรรคการเมืองของประชาชน ที่แท้จริง.

แนวทาง Social Democratic และอนาคต

-หากเอาปัญหาทางการเมืองทั้งหมดข้างต้นมาวางแสดงและเว้นว่างส่วนที่สึกหลอ อุดมการณ์สังคมแบบ Social-Democracy หรือประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม (ไม่ใช่ประชาธิปไตยเสรีนิยม- Libertarian Democracy), (พัฒนามาจากรากฐานอุดมการณ์และประวัติศาสตร์ของ Democratic Socialism มาแยกเป็นสังคมนิยมปฏิรูปคือ Social-Democracy  และสังคมนิยมปฏิวัติ คือ Communist) สามารถต่อเติมช่องว่างปัญหา รองรับและคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาทางการเมืองลงได้ หากสังคมไทยมี “อุดมการณ์สังคม” แบบนั้นรองรับ ซึ่งนำมาสู่วิจารณญาณบนพื้นฐานที่ต้องเอาสังคมเป็นตั้วตั้ง รวมถึงกระแสสังคมที่จะกำหนดและออกแบบให้พรรคการเมือง นักการเมือง นักวิชาการ และบุคลากรทางสังคมการเมืองไทย เข้าใจและดำเนินตามประชาธิปไตยสังคมอย่างแท้จริง และแก้ไขวิกฤติภายใต้อุดมการณ์สังคมชี้ทิศทาง และจะเป็นเช่นนั้นได้ เราต้องเปิดพื้นที่การเมืองแบบนี้ ในสังคม, พรรคการเมือง, รัฐสภา, รัฐธรรมนูญ, กฏหมาย, แบบเรียน, หน่วยงานของรัฐ, เอกชน,มหาวิทยาลัย, ภาคประชาสังคม และ ฯลฯ

-จำเป็นต้องสร้างหรือสถาปนาใหม่ อุดมการณ์สังคม แบบ “ประชาธิปไตยสังคมนิยม”(Social-Democracy) โดยพื้นฐานเปรียบเทียบสากลในปัจจุบัน จำเป็นจะต้องสร้างความเชื่อ ความต้องการในสังคมไทย โดยหยิบใช้ความขัดแย้งมาพิจารณา เชื่อมโยงให้เห็นปัญหา แม้ว่าการเรียนรู้ของประวัติศาสตร์จะมี แต่ถูก “การพยายาม” ลบความหมายไปไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นในนาม “ขบวนการ”(แบบเก่า) หรือ “อุดมการณ์” ก็ตาม, พื้นที่อุดมการณ์สังคมเหล่านี้ จะเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดพรรคการเมืองทางเลือกแนวสังคมมากมายหลากหลายขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนที่หลากหลายชนชั้นและอาชีพในสังคมไทยในอนาคต และจะเป็นคำตอบในการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

-ต้องผลักดัน Civic Education ในสังคมการเมืองไทย สังคมจะเกิดประชาธิปไตยในความหมายสมบูรณ์ การเรียนรู้จริงๆ จะต้องไม่ถูกจำกัดเพดานความรู้ ต้องสามารถแสวงหาองค์ความรู้ที่ “เปิด” และ “สุด” ได้  ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎี เหตุการณ์หรืออุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ ซึ่งจะสามารถหล่อหลอมสติปัญญาและวิจารณญาณในการเป็น “พลเมือง” ที่มีศักยภาพสำคัญของสังคมได้

-สร้างเครือข่าย เพื่อเปิดพื้นที่ “ประชาธิปไตยสังคมนิยม”(Social-Democracy) ในทุกกลุ่มปัญหา อาชีพและชนชั้น > นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ ผู้ใช้แรงงาน เครือข่ายชาวไร่ ชาวนาและประชาสังคม ฯลฯ

-ระดมทุนการศึกษา เพื่อให้ทุนศึกษาและวิทยานิพนธ์ด้านประชาธิปไตยสังคมนิยม- Social-Democracy เปิดพื้นที่ กลุ่มศึกษา สถาบันศึกษา มณฑลศึกษา ภูมิภาคศึกษา  สร้างเครือข่ายหรือสนับสนุนขบวนการที่นำไปสู่การสร้างพรรคแนวประชาธิปไตย สังคมนิยมในอนาคต

-ใช้เครื่องมือเก่าๆ ที่มีอยู่ เช่นศิลปะวัฒนธรรม เพลงเพื่อชีวิต เพลงปฏิวัติ เพลงสังคม งานเขียน กวี ฯลฯ

-ผลิตงานใหม่ๆ สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ มากขึ้นเพื่อเข้าถึงคน “รุ่นใหม่” ในสังคม ที่ไม่ผ่านการรับรู้ทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์เปรียบเทียบ

-ผลักดันข้อเสนอ “ประชาธิปไตยสังคมนิยม”(Social-Democracy) ต่อภาคการเมืองเป็นระยะ

 แนวทางประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม หรือ “สังคม-ประชาธิปไตย” (Social-Democracy)

บทสรุป

 1. Social-Democracy หรือสังคม-ประชาธิปไตย (หรือ สังคมนิยมประชาธิปไตย ในความหมายเดียวกัน)

แรกเริ่มทีเดียว ในยุโรปตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 19 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ขบวนการ “สังคม-ประชาธิปไตย”(Social-Democracy) เดิมทีเดียว เป็นชื่อเรียกกลุ่มพวกรีพัปบลิกัน(Republican) ที่มี “สีสัน” ทาง “สังคมนิยม” ต่อมาเมื่อเกิดพรรค SPD (*) เยอรมันในปี 1869 โดยลาสซาลล์ และสาวกของของมาร์กซเอง ก็ได้ใช้คำนี้ในความหมายที่เป็นการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมและประชาธิปไตย เพราะในยุโรปจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐใหญ่ๆ (เยอรมันนี, ออสเตรีย-ฮังการี, รัสเซีย) ยังมีกษัตริย์อยู่ ดังนั้น การที่พวกสังคมนิยมเรียกตัวเองแบบนี้ จึงมีความหมายทั้งในแง่ต่อสู้เพื่อสังคมนิยมและประชาธิปไตย(สาธารณรัฐ) แม้แต่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ของไทย ยังมีความหมายในวงเล็บว่า ประชาธิปไตย (Republic)

(*) The Social Democratic Party of Germany (Sozialdemokratische Partei DeutschlandsSPD) is Germany’s oldest political party. After World War II, under the leadership of Kurt Schumacher, the SPD reestablished itself as an ideological party, representing the interests of the working class and the trade unions. The party gradually evolved from a socialist working class party to a social democratic party. This shift reflected the differences between the Heidelberg Program of 1925, which “called for the transformation of the capitalist system of private ownership of the means of production to social ownership”, and the Godesberg Program of 1959, which aimed to broaden its voter base and move its political position toward the center.

Nowadays the SPD advocates social justice. It endorses the modernization of the economy to meet the demands of globalization through a social market economy. The party sees such an economic system as necessary in order to ensure the affluence of the entire population. The SPD also tries to meet the needs of the society’s disadvantaged with a welfare state. In addition, it advocates a sustainable fiscal policy that doesn’t place a burden on future generations while minimizing budget deficits. However, the SPD also emphasises that each individual is self-responsible. In social policies, the SPD favors extensive civil rights and an open society. In foreign policy it sets on the course of compromise with efforts toward world peace. In European politics, it supports European unity in terms of the economy. It hopes that “globalization” is also “democratization.”

เมื่อเกิดการแตกตัวในขบวนการฝ่ายซ้ายยุโรป เป็น “คอมมิวนิสต์” กับ “สังคม-ประชาธิปไตย” คำหลังนี้จึงหมายถึงสังคมนิยมที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์[1](1) นั่นก็คือ “สังคมนิยม-ประชาธิปไตย” หมายถึง ระบบเศรษฐกิจเพื่อคนส่วนใหญ่ตามแนวทาง “เศรษฐศาสตร์สังคม”(Social-Economy) และมีการปกครองที่ต่างจากคอมมิวนิสต์ตรงที่ต้องการ “ประชาธิปไตยทางการเมือง” ด้วยนั่นเอง, ซึ่งในยุคปัจจุบัน คงปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าโครงสร้างแบบใด ดังนั้น สังคม-ประชาธิปไตย จึงมีรากฐานมาจากอุดมการณ์สังคมนิยม แล้วแตกตัวออกมาเป็น

 1.สังคมนิยมปฏิวัติ หรือ คอมมิวนิสต์

2.สังคมนิยมปฏิรูป หรือ Social-Democracy

สังคมนิยมในประเทศโลกที่สาม จีน อาร์เจนตินา และไทย

ในประเทศโลกที่สาม แนวคิดในเชิงสังคมนิยมแบบมาร์กซ์ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการปฏิวัติ ส่วนใหญ่เป็นการปฏิวัติที่ต่อต้านระบบจักรวรรดินิยม เนื่องจากประเทศโลกที่สามส่วนใหญ่ในช่วงนั้นเป็นเมืองขึ้น มีการนำแนวคิดมาร์กซ์มาใช้โดยปรับเงื่อนไขใหม่  เช่น จีน ก็เป็นเงื่อนไขใหม่ของการเปลี่ยนผ่านแนวคิดสังคมนิยม แต่ว่าไม่ใช่การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ แต่ใช้การประสานแนวร่วมทางชนชั้น โดยใช้เกือบทุกชนชั้นในสังคมที่ต่อต้านจักรวรรดินิยม โดยให้มีชนชั้นนำหลักคือชาวนาเป็นทัพหลวง จีนมุ่งไปสู่การปฏิวัติในชนบท ใช้ชนบทล้อมเมืองแทนการปฏิวัติในเมือง ซึ่งเป็นสังคมนิยมแนวหนึ่งที่ต่างจากสังคมนิยมแนวโซเวียตที่ใช้ชนชั้น กรรมาชีพเป็นฐานหลักในการลุกขึ้นปฏิวัติ

อีกแบบหนึ่งของสังคมนิยมในประเทศโลกที่สาม คือสังคมนิยมที่ใช้ทหารออกมาปฏิวัติ เพื่อล้มล้างอำนาจของจักรวรรดินิยม คนนำการปฏิวัติคือทหาร เช่น อาร์เจนติน่าสมัยเปรอง (Juan Peron) (*) ยุคเปรอง คือยุคที่ทหารร่วมกับชนชั้นกรรมาชีพ ตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพในเมืองคือ อีวา เปรอง (Eva Peron) แล้วก็ประกาศลัทธิเปรอง ซึ่งไม่ต่างจากสังคมนิยมในยุโรปเท่าใดนัก มีการเก็บภาษีคนรวยมาช่วยสร้างรัฐสวัสดิการให้กับคนจน คนงานมีสวัสดิการค่อนข้างดี มีงานทำ มีประกันการว่างงาน ลูกหลานคนงานได้รับการเล่าเรียนและรักษาพยาบาลฟรี

(*) Juan Domingo Peron (October 8, 1895 – July 1, 1974) was an Argentine general and politician, elected three times as President of Argentina, after serving in several government positions, including the Secretary of Labor and the Vice Presidency. He was overthrown in a military coup in 1955. He returned to power in 1973 and served for nine months, until his death in 1974 when he was succeeded by his third wife, Isabel Martínez.

Peron and his second wife, Eva, were immensely popular amongst many of the Argentine people, and to this day they are still considered icons by the Peronist Party. The Peróns’ followers praised their efforts to eliminate poverty and to dignify labor, while their detractors considered them demagogues and dictators. The Peróns gave their name to the political movement known as peronismo, which in present-day Argentina is represented by the Justicialist Party.

ประเทศไทย: แนวคิดสังคมนิยม 2 สาย

สายที่หนึ่ง มาจากยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ปรีดี พนมยงค์ ถือเป็นสังคมนิยมปฏิรูปสายนี้ กลุ่มนี้ เช่น คนในขบวนการเสรีไทย, ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นับเป็นสังคมนิยมกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเชื่อในแง่ของการเคลื่อนไหวสังคมนิยมโดยไม่ใช้ความรุนแรง แนวคิดสายนี้เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยได้มีกระบวนการในการปรับวิธีคิด สังคมนิยมให้สอดคล้องเข้ากับประเพณีและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิดที่เรียกว่า “พุทธสังคมนิยม” ความคิดปรีดี

มีงานสำคัญ 2 ชิ้นซึ่งถือว่าเป็นฐานสำคัญของพุทธสังคมนิยม คือเรื่อง

“ความเป็นอนิจจังของสังคม” เป็นงานปรัชญา, ปรัชญาของสังคมนิยมกับปรัชญาพุทธเป็นปรัชญาที่สอดคล้องกันโดยพื้นฐาน โดยกฎของความเป็นอนิจจัง เพราะสังคมนิยมพูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่ระบบไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป

“โลกพระศรีอารย์” เป็นงานอีกชิ้นหนึ่งซึ่ง นำเอาพุทธศาสนาเข้ามาใช้ค่อนข้างมาก สำหรับ“โลกพระศรีอารย์” (พระศรีอารียเมตไตร) นั้น ปรีดีไม่ได้เสนอเอง แต่เป็นลูกศิษย์ของเขาเป็นคนเขียนโดยอ้างถึงปรีดี โลกพระศรีอารย์ดูเหมือนจะคล้ายคลึงกับความฝันของโลกคอมมิวนิสต์ โลกที่สมบูรณ์พูนสุข ดังที่มาร์กซ์บรรยายถึงโลกคอมมิวนิสต์ มาร์กซ์เป็นนักอุดมการณ์ เขาฝันว่าวันหนึ่งอารยธรรมของมนุษย์จะรุ่งเรือง ยิ่งใหญ่ และงดงาม แนวคิดพระศรีอารย์คล้ายกับโลกคอมมิวนิสต์ว่า วันหนึ่งสังคมจะรุ่งเรือง ยิ่งใหญ่ และงดงามได้ เป็นสังคมอุดมคติในโลกแห่งความฝันในอนาคต

สายพุทธสังคมนิยมได้มีการพัฒนาการต่อมา แม้แต่หลายคนในขบวนการปฏิวัติแบบเหมาอิสต์ (Maoist) เอง ก็มีแนวคิดเชิงพุทธสังคมนิยม เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นพุทธสังคมนิยมคนหนึ่งซึ่งปฏิเสธการใช้ความรุนแรง. พุทธสังคมนิยมอีกท่านที่สำคัญมาก คือ พุทธทาส ภิกขุ ซึ่งเสนอแนวคิดหลักทางการเมืองที่เรียกว่า “ธรรมิกสังคมนิยม” ที่เชื่อในแนวทางสังคมนิยมว่า ถึงที่สุดแล้วมนุษย์ต้องเสมอภาคกันแต่เวลาเดียวกันก็ถือว่าต้องเอาธรรมะนำ งานของพุทธทาสพูดถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมด้วย ปัญหาไม่ใช่แค่การขาดดุลยภาพทางสังคม, การที่คนรวยรวยขึ้น คนจนจนลงเท่านั้น หากรากเหง้าของปัญหาคือวิกฤติที่เสียดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติด้วย เพราะมนุษย์รุกรานธรรมชาติ ดุลยภาพที่เสียไปทั้งสองอาจจะนำไปสูวิกฤติ มนุษย์จึงต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่มาสู่ธรรมิกสังคมนิยม

สายที่สอง มาจากกระแสปฏิวัติที่เรียกว่า “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ซึ่งนำเอาแนวความคิดของเหมาเจ๋อตุงเข้ามาใช้เป็นที่มาของพรรคปฏิวัติในประเทศไทย งานเรื่อง “ว่าด้วยเรื่องความขัดแย้ง” เหมาเจ๋อตุงได้นำหลักวิภาษวิธีของมาร์กซ์มาปรับกับวัฒนธรรมของจีน เกิดทฤษฎีว่าด้วยความขัดแย้งและว่าด้วยการปฏิบัติ ถือเป็นนักยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มากคนหนึ่งของโลก แต่ความยิ่งใหญ่ของเหมาเจ๋อตุง ในเวลาเดียวกันได้ก่อให้เกิดปัญหากับการปฏิวัติสังคมนิยมในประเทศไทย. ในบ้านเราเหมายิ่งใหญ่มาก ทุกคำพูดของเหมากลายเป็นสัจธรรมซึ่งเถียงไม่ได้ในยุคก่อน พูดให้ถึงที่สุดแล้ว, เราเอาคัมภีร์ปฏิวัติจากจีนมาใช้ นี่เป็นความยุ่งยากสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย, ซึ่งถือเป็นแนวคิดสังคมนิยมสายหนึ่งในประเทศไทย (2)[2]

ประเทศไทยมีสังคมนิยม 2 สายหลัก คือ พุทธสังคมนิยม และเหมาอิสต์ (Maoism) (*) แต่ปัจจุบันมีสายอื่นๆ ที่เข้ามาในวงวิชาการ บ้าง เช่น สายทรอสกี้ (Trotskyism) (**) กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน, ซึ่งเป็นสายที่โจมตีสายเหมากับสายสตาลิน (Stalin) และช่วงหนึ่งก็มีสายกรัมซี่ (Antonio Gramsci) (***) เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย

(*) Maoism, variably and officially known as Mao Zedong Thought , is a variant of Marxism derived from the teachings of the late Chinese leader Mao Zedong (Wade-Giles Romanization: “Mao Tse-tung”), widely applied as the political and military guiding ideology in the Communist Party of China (CPC) from Mao’s ascendancy to its leadership until the inception of Deng Xiaoping Theory and Chinese economic reforms in 1978. It is also applied internationally in contemporary times. Maoist parties and groups exist throughout the world, with notable groups in Peru, India, and Nepal, where they won the country’s first free elections in 2008.

The basic tenets of Maoism include revolutionary struggle of the vast majority of people against what they term the exploiting classes and their state structures, termed a People’s War. Usually involving peasants, its military strategies have involved guerrilla war tactics focused on surrounding the cities from the countryside, with a heavy emphasis on political transformation through the mass involvement of the basic people of the society. Maoism departs from conventional European-inspired Marxism in that its focus is on the agrarian countryside, rather than the industrial urban forces. Notably, successful Maoist parties in Peru, Nepal and Philippines have adopted equal stresses on urban and rural areas, depending on the country’s level of development.

(**) Trotskyism is the theory of Marxism as advocated by Leon Trotsky. Trotsky considered himself an orthodox Marxist and Bolshevik-Leninist, arguing for the establishment of a vanguard party. His politics differed sharply from Stalinism, most importantly in declaring the need for an international proletarian revolution, rather than socialism in one country, and unwavering support for a true dictatorship of the proletariat based on democratic principles.

Trotsky’s followers maintain that, together with Lenin, Trotsky was the most important leader of the Russian Revolution and the international Communist movement in 1917 and the following years. Nowadays, numerous groups around the world continue to describe themselves as Trotskyist, although they have developed Trotsky’s ideas in different ways. A follower of Trotskyist ideas is usually called a “Trotskyist” or (in an informal or pejorative way) a “Trotskyite” or “Trot”.

(***) Antonio Gramsci (22 January 1891–27 April 1937) is the Italian political leader and theoretician who co-founded the Partito Comunista d’Italia (PCI — Communist Party of Italy) in 1921, and was its leader in the Italian Parliament, in 1924. When the Fascist régime outlawed the PCI in 1926, they arrested and imprisoned him from 1926 until 1937. In the Marxist philosophic tradition, his writings — analyses of culture and political leadership — are intellectually most original; he is best known for the concept of cultural hegemony — whereby, the ruling class of a capitalist society coerce the working class to adopt its values in maintaining the State.

หลากหลายความหมายของ “สังคม-ประชาธิปไตย”

คำว่า “สังคม-ประชาธิปไตย” แม้มีหลายความหมายในประวัติศาสตร์ แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจร่วมกันว่าเป็นแนวทางการเมืองที่พยายามปฏิรูป ทุนนิยมภายในโครงสร้างรัฐและเศรษฐกิจ มีการสร้างรัฐสวัสดิการโดยรัฐเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคม หลายคนเรียกระบบเศรษฐกิจแบบนี้ว่า “เศรษฐกิจผสม” (Mixed Economy) เพราะมีการผสมภาคเอกชนกับภาครัฐภายในกรอบทุนนิยม นั่นคือโดยทั่วไปที่เห็นในเยอรมัน และประเทศในแถบยุโรป  แต่ปัจจุบัน หลายประเทศที่พลังประชาชนเข้มแข็ง ได้เริ่มมีการพัฒนาสู่การปฏิรูปนโยบายสังคมใหม่ตามแนวคิดสังคมนิยม ประชาธิปไตยมากขึ้น เช่น

ในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา เช่น เวเนซุเอลา โบลิเวีย หรือกัวเตมาลา ที่พรรคแนวสังคมนิยมได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง การต่อสู้ชุดอุดมการณ์สังคมนิยมในสถานการณ์สากลนั้น มีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบของแต่ละขบวนการในแต่ละประเทศ ตามทฤษฎีที่ยึดถือและบริบทเงื่อนไขของประเทศนั้น ซึ่งในลักษณะภาพกว้างปัจจุบันคือ คอมมิวนิสต์แบบเหมาอิสต์, จะเน้นการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ เช่น ในประเทศเนปาล, ฟิลิปปินส์ หรือกรณีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต และความคิดแบบ Socialist, Social-Democracy, จะเน้นการเคลื่อนไหวนโยบายสังคม การเข้าไปปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการจัดตั้งพรรคการเมืองแนวสังคมของตนเองเข้าไปต่อสู้ทางการเมืองใน ระบบรัฐสภา ซึ่งในปัจจุบัน สังคมนิยมปฏิรูปได้ลงหลักปักฐานพอสมควร ส่วนในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ในรูปของประเทศรัฐสวัสดิการ มีระบบประกันสังคมถ้วนหน้าที่มีประสิทธิผล โดยการเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า

สถานการณ์โลกสากลในขณะนี้ ระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์โดยการกอบโกยของกลุ่มทุนชนชั้นนำ กำลังขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ กับการดำรงอยู่และความเป็นธรรมทางสังคม ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ถ่างกว้างมากขึ้น ทำให้กระแสสังคมนิยมใหม่โดยการลุกขึ้นต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของภาค ประชาชนทั่วโลก กำลังเปล่งเสียงและแสดงพลังรอบใหม่ ทำให้หลายประเทศทั่วโลกมองแนวความคิดสังคม-ประชาธิปไตในฐานะของการเป็นทาง เลือกใหม่ ที่ภาคประชาชนเรียกร้องต่อรัฐ และต่อพรรคการเมืองของประชาชนในการปฏิรูปสังคมใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงของพลเมืองในรูปแบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า มีระบบประกันสังคม, การประกันการว่างงาน, และประกันสุขภาพที่ดี จนกระทั่งในหลายประเทศเริ่มมีแนวคิดผสมผสานกันระหว่าง”นโยบายทุนนิยม เสรี”กับ”สังคม-ประชาธิปไตย”  ยกตัวอย่างเช่น

การปะทะกันของแนวทางทุนนิยมเสรีกับสังคม-ประชาธิปไตย เริ่มมีปัญหามากขึ้นในประเทศเยอรมัน ซึ่งมีรัฐบาลผสมจากพรรคสังคม-ประชาธิปไตย – SPD ที่พยายามประนีประนอม และพรรคแนวอนุรักษ์นิยม – CDU / CSU (*) ซึ่งขณะนี้เยอรมันไม่มีอัตราค่าแรงขั้นต่ำ นั่นเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐไม่สามารถบันทึกรายได้ที่แท้จริงของประชาชนได้ เพื่อจัดทำแผนนโยบายทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาษี และประกันสังคมที่มีประสิทธิภาพ

(*) CDU/CSU, informally also referred to as the Union parties or the Union, is the common name of the Christian Democratic Union of Germany and the Christian Social Union of Bavaria, considered to be sister parties. It refers specifically to their common faction in the Parliament of Germany, the Bundestag. The two parties have a common youth organisation, called the Junge Union.

Both the CDU and the CSU were established after World War II and had the Christian perspective of mankind in common. The reason the Christian Social Union of Bavaria is a separate party goes back to 1919, when its predecessor, the Bavarian People’s Party, broke away from the Catholic Centre Party (considered the de facto predecessor of the CDU) in order to pursue a more conservative, more Catholic and more Bavarian particularist course.

การไม่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำยังทำให้เกิดการซ่อนเร้นรายได้ของแรงงาน จำนวนหนึ่ง ซึ่งรัฐไม่สามารถทราบว่าใครมีงานทำเต็มเวลาหรือไม่ หรือบางส่วนมีงานเสริมเพิ่มใหม่แต่มีการซ่อนเร้นรายได้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เพราะหากใครมีรายได้ต่ำกว่า 4.00 URO ต่อเดือน ก็จะไม่ต้องสมทบเงินประกันสังคม(Pension found) ทำให้พรรค SPD และ CDU/CSU ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ร่วมมือกับ DGB – สหพันธ์แรงงานแห่งเยอรมัน ผลักดันค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น, สำหรับเกณฑ์ของ DGB เกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำคือ 7.5 URO ต่อชั่วโมง แต่ยังไม่เป็นข้อยุติ (โดยทั่วไปแล้ว 3.77 URO ถือเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ  เพราะรัฐจ่ายให้คนตกงานในอัตรานี้ ดังนั้นเวลามีงานทำต้องมีรายได้มากกว่า,  SPD ถือว่าค่าจ้างขั้นต่ำต้องสูงกว่ารายได้ขั้นต่ำของพลเมืองที่มีอยู่) อย่างไรก็ตาม ปัญหาในขณะนี้ SPD และ CDU/CSU ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ เนื่องจากรากนโยบายมาจากอุดมการณ์คนละสาย

สำหรับความขัดแย้งระหว่าง”นายทุน” กับ”แรงงาน” ยังเป็นปัญหาทิศทางทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ แม้ในนโยบายการจัดการกองทุนประกันสังคมเอง พรรค SPD และพรรค CDU/CSU ต่างก็มีข้อเสนอด้านการจัดการกองทุนประกันสังคมคนละรูปแบบ และในอนาคตอาจจะยอมกันไม่ได้เพราะเป็นความขัดแย้งของแนวทาง เนื่องเพราะ  SPD และ CDU/CSU ต่างก็แข่งขันกันทางนโยบาย(ไม่ใช่ตัวบุคคล) ซึ่งนั่นหมายถึงความแตกต่างของอนาคต

2. การสร้างสังคม-ประชาธิปไตย ในประเทศไทย

(การสร้าง”สังคม-ประชาธิปไตย”ในประเทศไทย ยังคงเป็นเรื่องยากลำบากหลายประการ ตามที่ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) ได้วิเคราะห์ไว้ 4 ด้าน ดังต่อไปนี้)

อุปสรรคสำคัญ 4 ด้าน ต่อการสร้างสังคม-ประชาธิปไตย ในประเทศไทย

- วัฒนธรรมที่ล้าหลังผสมอนุรักษ์นิยม ปัญหาค่านิยมในสังคมระบบอุปถัมป์และวัฒนธรรมไพร่ฟ้า ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(Constitution Monarchy) ซึ่งสั่งสมปัญหามายาวนาน

- อุดมการณ์ทางสังคม / แนวความคิดเสรีนิยมใหม่, นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา เป็นยุคที่มีการรื้อฟื้นความนิยมในแนวคิดเสรีนิยมดั้งเดิมขึ้น ซึ่งเรียกว่าแนวเสรีนิยมใหม่ (neo-classical หรือ neo-liberal) การฟื้นตัวของเสรีนิยมในรูปแบบการเน้นกลไกตลาดเสรีดังกล่าว นำโดยนักคิดเช่น Milton Friedman (*) และนำมาปฏิบัติโดยนักการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี Thatcher (อังกฤษ) หรือประธานาธิบดี Reagan ในสหรัฐฯ ซึ่งในที่สุดมีการสอดแทรกเข้าไปในนโยบายเศรษฐกิจขององค์กรระหว่างประเทศ อย่าง ธนาคารโลก และ I.M.F. ซึ่งเข้าไปกำกับรัฐ แนวนี้มองว่า ควรมีการลดบทบาทรัฐ โดยเฉพาะบทบาทรัฐในการเก็บภาษีและบริการประชาชน ควรมีความยืดหยุ่นในตลาดแรงงาน (ลดอำนาจสหภาพแรงงาน เพื่อกดค่าแรงและสวัสดิการคนงาน และสร้างบรรยากาศการลงทุน มีมาตรการเลิกจ้างคนงานได้ง่ายขึ้น) รัฐควรทำหน้าที่เพียงเป็นผู้ดูแลกติกาของตลาดและให้บริการกับคนที่จนที่สุด ในสังคมเท่านั้น[3](3) แนวความคิดนี้ลงรากฝังลึกในทางการเมือง ระบบการศึกษา สถาบันและโครงสร้างทางสังคมระดับต่างๆ จนการต่อสู้ทางความคิดเรื่อง “หน้าที่รัฐ” และ “รัฐสวัสดิการ” ยากลำบากมากขึ้นในสังคมไทย

(*) Milton Friedman (July 31, 1912 – November 16, 2006) was an American economist, statistician and public intellectual, and a recipient of the Nobel Memorial Prize in Economic Sciences. He is best known among scholars for his theoretical and empirical research, especially consumption analysis, monetary history and theory, and for his demonstration of the complexity of stabilization policy. A global public followed his restatement of a political philosophy that insisted on minimizing the role of government in favor of the private sector. As a leader of the Chicago School of economics, based at the University of Chicago, he had a widespread influence in shaping the research agenda of the entire profession. Friedman’s many monographs, books, scholarly articles, papers, magazine columns, television programs, videos and lectures cover a broad range of topics in microeconomics, macroeconomics, economic history, and public policy issues. The Economist hailed him as “the most influential economist of the second half of the 20th century…possibly of all of it”.

-โครงสร้างทางอำนาจถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำ ทั้งสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้โครงสร้างทางสังคมเสียสมดุล มีปัญหาประชาธิปไตยในความสัมพันธ์เชิงอำนาจของประชาชน ที่กระจุกตัวเฉพาะชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนออกอย่างชัดเจนในพรรคการเมืองไทย ที่ถูกผูกขาด และไม่มีพื้นที่ของชนชั้นล่าง ไม่มีพรรคการเมืองทางชนชั้น หรือแนวคิดอุดมการณ์สังคมนิยม หรือสังคม-ประชาธิปไตย

-บรรทัดฐานทางสังคมไม่ถูกสร้าง กลไกทางสังคมถูกครอบงำด้วยระบอบอภิสิทธิ์ชน และกฎหมายจำนวนมากยังล้าหลังไม่มีการปฏิรูปการตรากฎหมายและใช้อำนาจตาม กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมถูกเลือกปฏิบัติและยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งเรื่องความเป็น ธรรมได้

หนทางการสร้าง “สังคม-ประชาธิปไตย” ในสังคมไทย

หนทางในอดีต: (จากประสบการณ์ที่ผ่าน มาในสังคมโลก) ชนชั้นล่างทางสังคมที่ถูกกระทำ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ลุกขึ้นมาด้วยขบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลง รื้อถอนโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมเหล่านั้นทิ้งโดยการปฏิวัติ(Revolution)ทาง สังคมใหม่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางสากล (ไม่เหมือนการรัฐประหาร) อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงต้องมีขบวนการประชาชนที่เข้มแข็ง เป็นเอกภาพ ผ่านการต่อสู้มายาวนาน และมุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหลักทางสังคม สำหรับประสบการณ์ในประเทศไทยมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยต่อสู้มา

หนทางในอนาคต: ส่งเสริมการพัฒนา “สถาบันประชาชน” ให้มีความเข้มแข็ง ไม่ว่าจะในรูปแบบองค์กร หรือกลุ่มขบวนการใด ทั้งทางชนชั้น อาชีพ หรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการของชาวนา ชาวไร่ กรรมกร พนักงานสาขาอาชีพต่างๆ จะต้องมีขบวนการของตนเองที่เข้มแข็ง เพื่อต่อรองผลประโยชน์ทางชนชั้นหรือกลุ่มทางสังคมของตนเองได้อย่างเป็นธรรม เหล่านี้อาจเกิดในรูปของพรรคการเมืองทางชนชั้น สาขาอาชีพ หรือในนามกลุ่มพลังทางการเมืองก็ได้

โดยเฉพาะแนวคิดการใช้พรรคการเมืองเชิงอุดมการณ์เป็นเครื่องมือ มองว่าประชาชนไม่อาจสร้างความเป็นธรรมทางสังคมขึ้นได้ หากชนชั้นล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าสู่อำนาจรัฐ และใช้อำนาจรัฐนั้นจัดวางความเป็นธรรมทางสังคม ผลประโยชน์ทางชนชั้น หรือสร้างสังคมนิยม-ประชาธิปไตยที่จับต้องได้ เนื่องจากว่าระบอบการเมืองเป็นตัวกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม. ในประเทศยุโรปนั้นสร้าง “สังคมนิยม-ประชาธิปไตย” ให้เกิดขึ้นได้ เพราะมีพรรคการเมืองที่ต่อสู้ทางอุดมการณ์เข้าสู่อำนาจรัฐ หรือพรรคตัวแทนทางชนชั้นเข้าไปต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง เช่น พรรคสังคมนิยมในประเทศสเปน, ฝรั่งเศส, พรรคสังคม-ประชาธิปไตยในประเทศเยอรมัน, หรือพรรคสังคมนิยมในอิตาลี ที่เคยเปลี่ยนแปลงการเมืองในประเทศหลังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งในอดีต, กระทั่งประเทศเนปาลเอง พรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งมาจากการเลือกตั้งได้ชัยชนะท่วมท้น และได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไปในปัจจุบัน

ยุทธศาสตร์ ๔ ด้านของธรรมิกสังคมนิยมใหม่

นอกจากการสนับสนุนในรูปของพรรคการเมืองทางเลือกของประชาชน(ซึ่งยังไม่ มี)ในสังคมไทยแล้ว การลงหลักปักฐานความคิดสังคม-ประชาธิปไตย จำเป็นอย่างมากที่จะต้องถูกสร้างเป็นอุดมการณ์ทางสังคมในอนาคต เพื่อเป็นทางเลือกที่ออกห่างจากอุปสรรค 4 ด้านดังที่กล่าวถึง. การสร้างอุดมการณ์ของสังคมนี้ ซึ่งอาจจะเรียกว่า “ธรรมิกสังคม” (Dhammic society หรือ just society) ในประเทศไทย เพื่อเป็นเป้าหมายไปสู่สังคมใหม่ จำเป็นต้องพิจารณาถึงการทำงานยุทธศาสตร์ 4 ด้านดังนี้

1. Social-Democracy (ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม)  ต้องตั้งกลุ่มสังคม-ประชาธิปไตยเพื่อศึกษาและทำงาน Think Tank เป็นคลังสมองในการสร้างความคิดและสร้างอุดมการณ์ทางสังคม เพื่อเข้าครองความเป็นใหญ่ทางความคิดของพื้นที่สังคมจากแนวทางเสรีนิยมใหม่ ปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม โดยเน้นการศึกษาด้านการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ระบบกฎหมาย การกระจายอำนาจ รูปแบบการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ฯลฯ

 2. Social Economy (เศรษฐศาสตร์สังคม) เน้นการศึกษาและขับเคลื่อนประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความไม่เป็นธรรม ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาที่อยู่อาศัย การจำกัดการถือครองที่ดินทำกินที่กระจุกตัวอยู่กับคนรวย โดยครอบคลุมถึงการศึกษา การสาธารณสุข และการกระจายรายได้และโภคทรัพย์อย่างเป็นธรรม

 3. Social-State Welfare (รัฐสวัสดิการ) ที่ไม่ใช่เฉพาะสวัสดิการสังคมเชิงสังคมสงเคราะห์โดยรัฐ ที่ลงหลักปักฐานในความคิดของกลไกรัฐทุนนิยมและระบบการศึกษาไทยเท่านั้น แต่หมายความถึง “หน้าที่รัฐ” ในการจัดรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน  ทั้งการประกันสุขภาพถ้วนหน้า การศึกษาถ้วนทั่ว ประกันการแรงงานทั้งในและนอกระบบ รวมถึงระบบประกันสังคมที่มีคุณภาพ

4. Social Ecology (นิเวศน์สังคม) เพื่อพิจารณาปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อกันและกันในความสัมพันธ์ที่เสียสมดุล ทั้งจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและสงครามการแย่งชิงทรัพยากรในระบอบทุนนิยม โลกาภิวัตน์ ที่ผูกพันถึงสภาวะแวดล้อมซึ่งสร้างผลกระทบของสุขภาพ วิถีชีวิต ความมั่นคงของอนาคต และลมหายใจในพื้นที่สาธารณะ

ยุทธศาสตร์ 4 ด้านนี้ จะต้องระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อขยายฐานความคิดในสังคมไทย โดยเฉพาะภาคปัญญาชน นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา และร่วมมือกับภาคประชาสังคมอื่นๆ กลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะแรงงาน ชาวนา ชาวไร่ ตลอดจนสื่อสารมวลชนสาขาต่างๆ สถาบันทางสังคมอื่นๆ เพื่อร่วมเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากเสรีประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเก่ าและประชาธิปไตยไม่เสรีหรือประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยมในปัจจุบัน รวมถึงเปลี่ยนเส้นทางจากประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม(Libertarian-Democracy) ไปสู่ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมหรือสังคม-ประชาธิปไตย (Social-Democracy) ที่แท้จริง

แบ่งปันเรื่องนี้ให้เพื่อนของคุณทราบด้วย :

ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้

Leave a Comment